วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คำว่ารัก

คำว่า "รัก"



คำว่า "รัก" มีอะไรมากมายซุกซ่อนอยู่ในนั้น


อาจจะหวานชื่น ขมขื่น หรืออะไรอื่นอีกหลากหลาย ที่จะทำให้คนรู้จัก


"รัก" ได้สัมผัสและรู้สึกถึง….



ความรักเริ่มจากความคิด


เพราะความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก บางที..


ความรักอาจทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงความคิดไปจากเดิม


อาจทำให้คนเราต้องปรับปรุงในสิ่งที่เคยทำ


เพียงเพื่อให้เข้ากับใครอีกคน


ความรักทำให้เกิดความเคารพ ศรัทธา


คุณจะไม่สามารถรักใครได้


ถ้าไม่รู้สึกเชื่อมั่นเสียก่อน และคนแรกที่คุณต้องศรัทธาเชื่อมั่น


ก็คือตัวเอง


ความรักคือการให้ ถ้าคุณต้องการที่จะได้ความรัก


สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการให้ ยิ่งให้..


คุณก็จะยิ่งได้รับ


สูตรลับของความสุขและทำให้มิตรภาพยืนยาวที่คุณควรจะจำเอาไว้เสมอก็คือ


อย่าถามว่าคนอื่นให้อะไรคุณบ้าง


แต่ให้ถามว่าคุณทำอะไรให้คนอื่นบ้างจะดีกว่า


อยากรักต้องรู้จักปลดปล่อย


ถ้าคุณรักใคร.. จงปล่อยให้เขาเป็นอิสระบ้าง


เพราะคุณเองคงรู้สึกอึดอัด ถ้ามีใครมาล่ามโซ่คุณ ดังนั้น..


จงเรียนรู้ที่จะให้อภัยและลืมอดีตที่ไม่ดี


เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยความกลัวภายในใจ เรียนรู้ที่จะยุติธรรม


และลดทิฐิ รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ลงบ้าง


ชีวิตจะเปลี่ยนไป


เมื่อเราเรียนรู้ที่จะเปิดใจให้กว้างและซื่อสัตย์ต่อกัน รวมถึง..


คุยกับคนรักอย่างเปิดเผย และกล้าที่จะพูดถ้อยคำวิเศษว่า


"ฉันรักเธอ" โดยไม่ปล่อยให้โอกาสดี ๆ หลุดลอยไป


คุณควรจะบอกรักก่อนจากกันทุกครั้งเสมอ


เพราะบางที.. นั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะพบกัน!


แก่นแท้ของความรัก คือการไว้ใจกัน


ถ้าคุณไม่เชื่อใจกัน ใครคนหนึ่งจะรู้สึกระแวง


กังวล และหวาดหวั่น ขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัดใจ ที่สำคัญ..


คำว่า "รัก" มีอะไรมากมายซุกซ่อนอยู่ในนั้น


อาจจะหวานชื่น ขมขื่น หรืออะไรอื่นอีกหลากหลาย ที่จะทำให้คนรู้จัก


"รัก" ได้สัมผัสและรู้สึกถึง….

การซ่อมคอมพิวเตอร์

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนเป็นแบบผมคือแม้จะมีงานหลักเป็นโปรแกรมเมอร์, หรือนักออกแบบก็ตาม เรายังคงมีงานบริการสังคมเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์กันอย่างสม่ำเสมอ



ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมพบคือ อุปกรณ์ที่จำเป็นนั้นมักไม่อยู่ในที่ๆ ควรอยู่เสมอ เลยจะไปซื้อกล่องตกปลามารวมๆ ของให้เป็นเรื่องเป็นราวซะ

ผมกำลังคิดว่าของข้างในกล่องนี้ควรน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แต่ครอบคลุมการซ่อมคอมพิวเตอร์ การติดตั้ง และการอัพเกรดทั่วๆ ไปได้ดี เลยจะปรึกษาพวกเราว่าผมควรมีอะไรบ้างในกล่องนี้บ้างครับ


ที่ผมคิดไว้พื้นฐาน


ไขควง แบน กับแฉกอย่างละอันพอ เอาแบบยาวๆ หน่อย หัวแม่เหล็ก


คีมเข้าหัว CAT5


คีมปากจิ้งจก


สาย


หัว CAT5 สัก 10 หัว


สาย SATA/IDE


สาย USB

การใช้คอมพิวเตอร์

การใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
(Microsoft Windows)


เนื้อหาจะเป็นการแนะนำ การใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ต่าง ๆ ที่จำเป็น ตั้งแต่การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ การจับเม้าส์ การกดปุ่มบนเม้าส์ ตลอดจนการเปิดโปรแกรมต่าง ๆ ขึ้นมา การปิดโปรแกรมต่าง ๆ เมื่อไม่ใช้งาน การแก้ไขเครื่องในกรณีเครื่องเกิดอาการ Hang การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้อง


การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์


1. ตรวจสอบปลั๊กเสียก่อนว่า เสียบเรียบร้อยดีหรือไม่
2. ที่จอภาพ กดสวิทซ์ เพื่อเปิดจอภา
3. ที่ CPU. ด้านหน้า จะมีสวิทซ์ เพื่อเปิดเครื่อง (กดเบา ๆ )
4. เมื่อเปิดเครื่องแล้ว รอสักครู่ ที่จอภาพจะมีข้อความเพื่อตรวจสอบระบบต่าง ๆ
5. จากนั้น จะมีเสียง 1 ครั้ง
6. ที่หน้าจอภาพจะขึ้นคำว่า Windows เป็นการเริ่มต้นการใช้เครื่อง เพราะเครื่องจะต้องเรียกโปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า Windows เสียก่อน (จะใช้เวลาประมาณ 3 นาที)
7. จากนั้นหน้าจอภาพจะมีโปรแกรมต่าง ๆ อยู่ด้านซ้าย และด้านล่างจะมีแถบ Task Bar ให้เราทำงานได้


การเลิกใช้เครื่องคอมพิวเตอร์


1. คลิ๊กที่ปุ่ม Start
2. เลื่อนมาคลิ๊กที่คำสั่ง Shut Down
3. คลิ๊กปุ่ม Ok
4. รอสักครู่เครื่องจะเริ่มทำการปิดระบบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์
5. จากนั้นเครื่องจะดับเอง
6. ยกเว้น จอภาพ ให้กดสวิทซ์ ปิดจอด้วย


ส่วนประกอบของหน้าจอภาพเมื่อเข้าสู่วินโดวส์เรียบร้อยแล้ว
1. ส่วนที่เป็นภาพฉากหลัง เราเรียกว่า ส่วนพื้นจอภาพ (Desk Top)
2. ด้านซ้ายของจอภาพ ส่วนที่เป็นรูปภาพ และมีคำบอกว่าเป็นโปรแกรมอะไร เรียกว่า (Icon) ลักษณะจะเป็นโปรแกรมต่าง ๆ ที่วินโดวส์ จะนำมาไว้ที่จอภาพ ส่วนใหญ่จะเป็นโปรแกรมที่ถูกเรียกใช้บ่อย ๆ
3. ด้านล่างของจอภาพที่เป็นแถบสีเทา เราเรียกว่า (Task Bar) เป็นส่วนบอกสถานะต่าง ๆ โดยที่ด้านขวาของ ทาสบาร์ จะบอกเวลาปัจจุบัน สถานะของแป้นพิมพ์ว่า ภาษาไทย หรือ อังกฤษ โปรแกรมที่ถูกฝังตัวอยู่ ส่วนแถบตรงกลางจะใช้บอกว่า ขณะนี้เราเปิดโปรแกรมอะไรใช้งานอยู่บ้าง ด้านซ้ายของจอภาพ จะมีปุ่ม Start ใช้ในการเริ่มเข้าสู่โปรแกรมต่าง ๆ


การกดปุ่มบนเม้าส์ (Mouse) เม้าส์ในปัจจุบันจะมี 2 ปุ่ม ซ้าย และขวา ส่วนถ้าเป็นแบบล่าสุด จะมีปุ่มคล้าย ๆ ล้ออยู่ตรงกลางเพื่อใช้ในการเลื่อน ขึ้น และ ลง บนหน้าจอภาพ (Scroll Bar) ในการกดปุ่มบนเม้าส์นั้น จะมีวิธีกดปุ่มบนเม้าส์อยู่ทั้งหมด 4 วิธีคือ
1. คลิ๊ก (Click) คือการใช้นิ้วชี้กดปุ่ม ซ้าย ของเม้าส์ 1 ครั้ง ใช้ในการเลือกสิ่งต่าง ๆ บนจอภาพ
2. ดับเบิ้ลคลิ๊ก (Double Click) คือการใช้นิ้วชี้กดปุ่ม ซ้าย ของเม้าส์ 2 ครั้ง ติดกันอย่างเร็ว ใช้ในการเปิดโปรแกรมที่อยู่ด้านซ้ายของจอภาพ
3. แดร๊ก (Drag) คือการกดปุ่ม ซ้าย ของเม้าส์ ค้างไว้ แล้วลากเม้าส์ ใช้ในการย้ายสิ่งต่าง ๆ
4. คลิ๊กขวา (Right – Click) คือการใช้นิ้วกลาง กดปุ่ม ขวา ของเม้าส์ 1 ครั้ง ใช้ในการเข้าเมนูลัดของโปรแกรม (Context Menu)


การเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งาน เช่น ต้องการเปิดโปรแกรมเครื่องคิดเลข (Calculator)


1. คลิ๊กที่ปุ่ม Start ตรงแถบทาสบาร์ด้านล่างซ้ายมือ
2. เลื่อนเม้าส์เพื่อให้ลูกศรที่จอภาพ ชี้ที่คำว่า Program ตรงนี้ชี้ไว้เฉย ๆ ครับ ไม่ต้องคลิ๊กเม้าส์
3. เลื่อนเม้าส์ไปทางขวา ในแนวนอนก่อน แล้วเลื่อนขึ้นไปที่คำว่า Accessories ไม่ต้องคลิ๊กเม้าส์
4. เลื่อนเม้าส์ไปทางขวา ในแนวนอนอีก แล้วเลื่อนลงมาที่คำว่า Calculator
5. จากนั้นจับเม้าส์ให้ นิ่ง ๆ คลิ๊กเม้าส์ 1 ที (คือการกดปุ่ม ซ้าย ของเม้าส์ 1 ครั้ง)
6. กรอบต่าง ๆ จะหายไป แล้วเครื่องจะเปิดหน้าต่าง เครื่องคิดเลขขึ้นมา ถือว่าเสร็จขึ้นตอนการเปิดโปรแกรมเครื่องคิดเลข ขึ้นมาใช้งาน ครับ




การปิดโปรแกรม เครื่องคิดเลข


1. ที่หน้าต่างเครื่องคิดเลข (Calculator) ตรงด้านบน ขวา มือจะมีปุ่มอยู่ 3 ปุ่ม


2. ให้เลื่อนเม้าส์ ไปที่ปุ่มที่ 3 ทางขวามือ (ปุ่มจะเป็นรูป กากบาท X ) เมื่อเลื่อนเม้าส์ไปวางจะมีคำว่า Close
3. คลิ๊ก 1 ครั้ง เครื่องก็จะปิดหน้าต่างโปรแกรมเครื่องคิดเลขไป


การขยายหน้าต่างของโปรแกรมให้เต็มจอภาพ (Maximize)


1. ที่หน้าต่าง ด้านบน ขวามือ ให้คลิ๊ก ปุ่มที่สอง เครื่องจะมีข้อความขึ้นมาว่า Maximize (แต่ถ้าหน้าต่าง ถูกขยายขึ้นมาอยู่แล้ว คำจะเปลี่ยนเป็น Restore ถ้าคลิ๊กลงไปจะกลายเป็นหน้าต่าง ขนาดปกติครับ)


2. จากนั้นเครื่องจะขยายหน้าต่างให้เต็มจอ ส่วนใหญ่เราจะขยายหน้าต่างให้เต็มจอเพื่อให้เห็นรายละเอียดในหน้าต่างมากขึ้นครับ


การลดขนาดหน้าต่างเป็น Icon ลงใน ทาสบาร์ หรือ การซ่อนหน้าต่าง (Minimize)
1. ที่หน้าต่าง ด้านบน ขวามือ ให้คลิ๊กปุ่มที่เป็นขีด ลบ ถ้าเลื่อนเม้าส์ไปวางจะขึ้นคำว่า Minimize
2. คลิ๊กลงไป 1 ครั้ง เครื่องก็จะซ่อนหน้าต่าง ลงไปไว้ด้านล่างตรงทาสบาร์
3. ที่ทาสบาร์จะมีคำเป็นลักษณะปุ่มเขียนว่า ซ่อนโปรแกรมอะไรไว้
4. แต่ ถ้าอยากเรียกขึ้นมาใช้งานตามเดิม ให้คลิ๊กที่ปุ่มด้านล่างที่ทาสบาร์ที่เราซ่อนเอาไว้ เครื่องก็จะเปิดหน้าต่างโปรแกรมที่เราซ่อนเอาไว้ ขึ้นมาใช้งานได้ตามเดิม






การปิดโปรแกรมที่ทำให้เครื่องเกิดอาการแฮงค์ (Hang) อาการแฮงค์ คืออาการที่เราอาจจะเปิดโปรแกรมขึ้นมาหลายโปรแกรม แล้วทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานไม่ทัน หรือเราอาจจะคลิ๊กเม้าส์หลายครั้ง ในขณะที่เครื่องกำลังประมวลผลอยู่ จนเครื่องทำงานไม่ทัน เลยเกิดอาการแฮงค์ ซึ่งอาการแฮงค์นี้จะทำให้เราไม่สามารถคลิ๊กอะไรที่จอภาพได้เลย วิธีการแก้ไขเบื้องต้นคือ


1. ที่แป้นพิมพ์ ให้เรากดปุ่ม Ctrl + Alt ค้างไว้ แล้วอีกมือหนึ่ง กดปุ่ม Delete แล้วปล่อ
2. เครื่องจะขึ้นหน้าต่าง Task Manager ขึ้นมา

3. จากนั้น เราคลิ๊กที่โปรแกรมที่เราคิดว่าทำให้เครื่องแฮงค์
4. ด้านล่าง คลิ๊กที่ปุ่ม End Task เครื่องจะปิดโปรแกรมนั้นทิ้งไป
5. ถ้าไม่มีการปิดโปรแกรมอื่นอีก ก็ให้เลือกปุ่ม Cancel ออกมา

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประเทศไทย

ประเทศไทย หรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐชาติที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีรูปแบบเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองในประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดกับประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้มีชายแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซียและอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดกับประเทศพม่าและประเทศลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น 75 จังหวัด[7] โดยมีศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงและศูนย์กลางการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของประเทศ




ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 50 ของโลก มีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร[8] และมีประชากรมากเป็นอันดับ 20 ของโลก คือ ประมาณ 66 ล้านคน[3] ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่[9][10][11][12] โดยมีรายได้หลักจากภาคอุตสาหกรรมและการบริการ[13] ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง อาทิ พัทยา, จังหวัดภูเก็ต, กรุงเทพมหานคร และจังหวัดเชียงใหม่ อันสร้างรายได้ให้กับประเทศ เช่นเดียวกับการส่งออกซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ[14] ด้วยจีดีพีของประเทศซึ่งมีมูลค่าราว 260,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ตามการประมาณเมื่อปี พ.ศ. 2552 เศรษฐกิจของประเทศไทยนับว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 33 ของโลก



ในอาณาเขตประเทศไทยพบหลักฐานของมนุษย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดถึง 5 แสนปี[15] นักประวัติศาสตร์มักถือว่าอาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกของคนไทย ซึ่งต่อมาตกอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรอยุธยา อยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีความยิ่งใหญ่เนื่องจากการติดต่อกับชาติตะวันตก ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2054 สงครามจากการขยายอำนาจของพม่านำไปสู่การเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง ก่อนที่อยุธยาจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งได้เสื่อมอำนาจและล่มสลายไปหลังการเสียกรุงครั้งที่สอง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้เอกราช และทรงย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงธนบุรี เหตุการณ์ตอนปลายรัชกาลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคสมัยของราชวงศ์จักรี



ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยรับมือกับภัยคุกคามจากชาติใกล้เคียง แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคอย่างมาก นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาหลายฉบับและการเสียดินแดน กระนั้น ไทยก็ยังธำรงตนไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติใด ๆ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร ในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการปฏิวัติซึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ ไทยเข้ากับฝ่ายอักษะระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในช่วงสงครามเย็น ไทยดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ไทยเคยประสบปัญหาคอมมิวนิสต์ในประเทศ หลังจากอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทหารนับหลายสิบปี ประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนาขึ้น

ประวัติคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนานมาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ



หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์



หลังจากนั้นเป็นต้นมา ได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามากมายหลายขนาด ทำให้เป็นการเริ่มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง โดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุค



ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501

ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506

ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512

ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532

ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน







--------------------------------------------------------------------------------

ประวัติพระพุทธเจ้า

ประวัติพระพุทธเจ้า







เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก learntripitaka.com,



"ศาสนาพุทธ" เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย...ที่ทราบถึงประวัติของ "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ผู้ทรงเป็น "พระศาสดา" ของ "พระพุทธศาสนา" วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติ หรือ ประวัติพระพุทธเจ้า มาฝากกันค่ะ



พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ "พระนางสิริมหามายา" พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ



ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)



ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา



ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน





ประวัติพระพุทธเจ้า : ชีวิตในวัยเด็ก



เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์



เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า "ราหุล" ซึ่งหมายถึง "บ่วง"





ประวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จออกผนวช









ประวัติพระพุทธเจ้า







วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา



ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ





ประวัติพระพุทธเจ้า : บำเพ็ญทุกรกิริยา



หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์



จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์



หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี





ประวัติพระพุทธเจ้า : ตรัสรู้











ประวัติพระพุทธเจ้า









ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ



ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้



ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้



ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา

สมุนไพรไทย

สมุนไพรเพื่อความงาม


หากพูดถึง “ความงาม” แล้ว คุณผู้หญิงหรือท่านผู้ชายก็คงจะไม่ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต แต่ถ้าเราจะมองกันไปแล้ว “ความงาม” นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตัวของเรามีสุขภาพจิตและสุขภาพกายดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน โดยปกติสุขภาพจะดีมาก-น้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม การรับประทานอาหาร และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เมื่อร่างกายกินได้ ถ่ายคล่อง ผิวพรรณดี และสุขภาพแจ่มใส ” ความงาม” ก็จะบังเกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย



สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวหน้า

ใบหน้า คือ ด่านแรกที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจของผู้พบเห็น แต่หลายๆคนกำลังประสบปัญหาผิวหน้าไม่เรียบสวย เพราะเม็ดสิวและรอยแห้งกร้านด้วยจุดด่างดำของกระและฝ้า จนต้องเสียเงินทองมากมายเพื่อเข้าสถานเสริมความงาม หรือหาซื้อยามารักษา จึงอยากแนะนำให้ใช้สมุนไพรพืชผักและผลไม้ที่มีอยู่ทั่วไป แต่มีคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และสารบำรุงผิวธรรมชาติที่ช่วยดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นผ่องใสอ่อนไวอยู่เสมอ



1. ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royle)

คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางหลายอย่าง ที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติสามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึม ทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้น ว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้ เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่า ว่านหางจระเข้มีส่วนช่วย ให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิว และลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย



การใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออก ใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใส ที่อยู่ภายใน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่า ตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาว ของว่านหางจระเข้ ทาตรงบริเวณโคนหู แล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง แสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว



นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้าน และลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวมัน ก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้ง ก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้



2. งา (Sesamum indicum Linn. S. orientle. L)

เป็นพืชล้มลุก ให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำ และสีขาว ในเมล็ดงามีน้ำมันอยู่ ประมาณ 45-54% น้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน วิธีใช้ โดยการนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบน้ำมันงาออก โดยไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนัง เพื่อบำรุงผิวพรรณ ให้ผุดผ่อง ช่วนประทินผิวให้นุ่มนวล ไม่หยาบกร้าน



3. แตงกวา (Cucumis sativas Linn.)

จะมีวิตามินสูง ในผลแตงกวายังมีเอ็นไซม์ cryssin ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอ็นไซม์ชนิดนี้ จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่ม เกิดขึ้นมาแทนที่ บางคนใช้แตงกวาสด ผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาด แทนน้ำแตงกวา ปัจจุบัน มีน้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมล้างหน้า ครีมทาตัว เพื่อช้วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพร ที่หาง่าย มีประโยชน์ ราคาถูก ใช้ติดต่อกับเป็นประจำ จะทำให้สวนสดชื่น มีน้ำมีนวล



4. มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.)

ในมะเขือเทศ จะมีสาร Curotenoid และมีวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุก จะมีสาร licopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย และน้ำมะเขือเทศสด นำมาพอกหน้า จะรักษาสิวสมานผิวหน้าให้เต่งตึง หรืออาจจะฝานบางๆ แปะลงบนผิวหน้าก็ได้



5. ขมิ้นชัน (Curcuma Longa Linn.)

ในขมิ้น จะมีสาร Curcumin และมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด ใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัว เพื่อให้มีสีเหลืองทอง ใช้บำรุงผิว และช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด ได้อีกด้วย



6. น้ำผึ้ง (Apis dorsata)

ได้จากผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส ฟรุคโตส ขี้ผึ้ง อัลบูมินอยด์ ละอองเกสรดอกไม้ และฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวนเล็กน้อย น้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบ ของเครื่องสำอาง ใช้พอกหน้า ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว น้ำผึ้ง เป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติ ที่ให้ประโยชน์สูง และหาง่าย นอกจากนี้ ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะช่วยบำรุงหนังศีรษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม



7. มะขามเปียก (Tamarindus indica Linn)

มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขาม จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบัน ได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่น และนมสดให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิว ให้นุ่มได้



สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวกาย

ผิวกาย จะเปล่งปลั่งนุ่มนวลไร้รอยกร้าน และรอยหมองคล้ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารการกิน การออกกำลังกาย และยังมีการถนอมผิว บำรุงผิวอีกหลายๆรูปแบบ สมุนไพรพื้นๆ ที่มีอยู่ทั่วๆไปเอามาใช้บำรุงผิว ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีจึงอยากบอกต่อ รับรองว่าผิวคุณจะสวยขึ้นแน่นอน



สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับเส้นผม

ทรงผม หรือเส้นผม เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้นได้ สิ่งที่ควรคำนึงในหารดูแลเส้นผม ได้แก่ อาหารจำพวกโปรตีนที่ได้จากเนื้อ นม ไข่ ฯลฯ และวิตามิน A,C,E,B5 ที่ได้จากผลไม้ต่างๆและธัญพืช จำพวกถั่ว งา ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ





--------------------------------------------------------------------------------



ความงามสำหรับผิวกาย
ความงามสำหรับผิวหน้า

ความงามสำหรับเส้นผม
น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

ภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นภาษาหนึ่งที่มีการยืมคำมาจากภาษาอื่นๆค่อนข้างสูงมาก มีทั้งแบบยืมมาจากภาษาในตระกูลภาษาไท-กะได ด้วยกันเอง และข้ามตระกูลภาษา โดยส่วนมากจะยืมมาจากภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร ซึ่งมีทั้งรักษาคำเดิม ออกเสียงใหม่ สะกดใหม่ หรือเปลี่ยนความหมายใหม่ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน




บางครั้งเป็นการยืมมาซ้อนคำ เกิดเป็นคำซ้อน คือ คำย่อยในคำหลัก มีความหมายเดียวกันทั้ง เช่น



ดั้งจมูก โดยมีคำว่าดั้ง เป็นคำในภาษาไต ส่วนจมูก เป็นคำในภาษาเขมร

อิทธิฤทธิ์ มาจาก อิทธิ (iddhi) ในภาษาบาลี ซ้อนกับคำว่า ฤทธิ (ṛddhi) ในภาษาสันสกฤต โดยทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน

[แก้] คำที่ยืมมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต

คำจำนวนมากในภาษาไทย ไม่ใช้คำในกลุ่มภาษาไต แต่เป็นคำที่ยืมมาจากกลุ่มภาษาสันสกฤต-ปรากฤต โดยมีตัวอย่างดังนี้



รักษารูปเดิม หรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

วชิระ (บาลี:วชิระ [vajira]), วัชระ (สันส:วัชร [vajra])

ศัพท์ (สันส:ศัพทะ [śabda]), สัท (เช่น สัทอักษร) (บาลี:สัททะ [sadda])

อัคนี และ อัคคี (สันส:อัคนิ [agni] บาลี:อัคคิ [aggi])

โลก (โลก) - (บาลี-สันส:โลกะ [loka])

ญาติ (ยาด) - (บาลี:ญาติ (ยา-ติ) [ñāti])

เสียง พ มักแผลงมาจาก ว

เพียร (มาจาก พิริยะ และมาจาก วิริยะ อีกทีหนึ่ง) (สันส:วีรยะ [vīrya], บาลี:วิริยะ [viriya])

พฤกษา (สันส:วฤกษะ [vṛkṣa])

พัสดุ (สันส: [vastu] (วัสตุ); บาลี: [vatthu] (วัตถุ))

เสียง -อระ เปลี่ยนมาจาก -ะระ

หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ))

เสียง ด มักแผลงมาจาก ต

หรดี (หอ-ระ-ดี) (บาลี:หรติ [harati] (หะระติ))

เทวดา (บาลี:เทวะตา [devatā])

วัสดุ และ วัตถุ (สันส: [vastu] (วัสตุ); บาลี: [vatthu] (วัตถุ))

กบิลพัสดุ์ (กะ-บิน-ละ-พัด) (สันส: [kapilavastu] (กปิลวัสตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวัตถุ))

เสียง บ มักแผลงมาจาก ป

กบิลพัสดุ์ (กะ-บิน-ละ-พัด) (สันส: [kapilavastu] (กปิลวัสตุ); บาลี: [kapilavatthu] (กปิลวัตถุ))

บุพเพ และ บูรพ (บาลี: [pubba] (ปุพพ))

ธรรมะสอนใจ

ตกเย็นพระเจ้ามิลินททรงตรัสถามพระนาคเสนขึ้นว่า



" พระคุณเจ้า ธรรมเหล่านี้ที่สาธยายมา มีลักษณะต่างๆกันหมดแล้ว มันจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อมันแตกต่างกัน ? "


" ธรรมเหล่านี้มีข้อย่อยเป็นพลความ ผิดแผกจากกันก็จริง แต่สุดท้ายก็ยังประโยชน์อันเดียวกันทั้งสิ้น มหาราชบพิตร "






" ประโยชน์อันไหนเหรอพระคุณเจ้า ? "


" ประโยชน์นั้นคือ การกำจัดกิเลส มหาราชบพิตร "


" โยมยังไม่เข้าใจ ขอพระคุณเจ้าอุปมาเถิด "






" พระองค์มีกองทัพของพระองค์ใช่ไหม? "


" มีสิพระคุณเจ้า มิฉะนั้นโยมจะปกครองอาณาจักรใหญ่โตอย่างนี้ได้เหรอ "






" กองทัพของพระองค์ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ? "


" กองทัพหลัก ก็คือ ทหาร ๔ เหล่าทัพ "


" ประกอบด้วยอะไรบ้าง ? "


" หนึ่งพลม้า สองพลช้าง สามพลรถ สี่พลราบ นอกนั้นก็เป็นหน่วยส่งเสบียง หน่วยสนับสนุนต่างๆ นั่นแหละพระคุณเจ้า "






" ทุกเหล่าทุกหน่วยเขาทำเพื่ออะไร ?"


" ก็เพื่อเอาชนะข้าศึกสิพระคุณเจ้า "






" ขอให้โยมยกตัวอย่างมาสิ เพราะอาตมาก็ไม่รู้เรื่องราวสงครามแต่อย่างใด "


" ทัพช้างเอาไว้ทะลุทะลวงแนวต้านทานด่านแรกของข้าศึกให้แตกกระจายไป "


" แล้วพลรถล่ะ ? "


" พลรถก็จะทะลุตามทางของพลช้าง แล้วขยายปีกออกไปเพื่อตีส่วนในของข้าศึก "


" แล้วพลม้าล่ะ "


" พลม้านั้นก็จะตามช่องทางนั้นไปส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็จะโอบล้อมปีกของข้าศึกและด้านหลัง แล้วก็ทำการรบเพื่อให้กำลังของข้าศึกอ่อนกำลัง "


" แล้วพลราบล่ะ ? "


" พลราบก็จะดาหน้าประจันกับพลราบของข้าศึก ด้วยกำลังพลที่จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย เข้าปะทะกับกำลังของข้าศึกที่แตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย


หลังจากที่กองหน้าทะลวงเข้าไปแล้ว กำลังทหารราบที่บุกเข้าไปนั้น ก็จะจัดการกับข้าศึกที่แตกกระเจิงแล้วอย่างไม่ยากเท่าไร "


" แล้วถ้ากำลังข้าศึกมีมาก แล้วตั้งมั่นอยู่จะทำอย่างไร ? "


" พลม้าที่โอบปีกอยู่แล้วอยู่ด้านหลัง ก็จะโอบปีกของกองทัพข้าศึก แล้วตีเข้ามาข้างหลังน่ะสิ กองทัพข้าศึกก็จะแตกย่อยเป็นผุยผงแล้วก็พ้ายแพ้ "






" แล้วไงล่ะพระคุณเจ้า ? "


" แล้วใครชนะล่ะ ? "


" เอ้า.. ก็โยมไง ใช้กลยุทธ ใช้กำลัง ใช้สมองขนาดนี้ มันก็ต้องชนะวันยันค่ำแหละ พระนาคเสน "


" ใครชนะ ? "


" อ่ะ.. โยมไง! ตอบแล้วไม่ใช่เหรอ สองรอบแล้วนะ "






" มหาราชบพิตร ชนะด้วยตัวโยมคนเดียวหรือ ? "


" ก็ไม่ใช่หรอก ถ้าโยมไปคนเดียวก็คงพ้ายแพ้กลับมา ทุกส่วนทุกหน่วยที่รวมกันเป็นกองทัพ ก็ประสบชัยชนะไปพร้อมกัน "


" ก็เป็นอย่างนั้นแหละโยม "


" เป็นยังไงล่ะ ? "






" กองทัพของพระองค์ ประกอบด้วยหน่วยรบต่างๆกันหลายหน่วย ต่างคนต่างทำกิจของตนเอง เขาทำเพื่ออะไร ? "


" อ่าว.. ก็เพื่อเอาชนะข้าศึกไง ไม่อย่างงั้นจะมารบทำไมเล่า ไปทำนาไม่ดีกว่าเรอะ ถ้าไม่หวังในชัยชนะน่ะ "


" เมื่อได้ชัยชนะแล้ว มันเป็นชัยชนะร่วมกันใช่ไหม ธรรมก็เหมือนกันกับกองทัพของพระองค์ ไม่ว่าจะประกอบไปด้วยธรรมข้อไหน ก็เหมือนกับหน่วยรบของพระองค์ทั้งสิ้น


ไม่ว่าจะประกอบไปด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ พลราบ ต่างไปซึ่งจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ชัยชนะ ในแง่ของยุทธศาสตร์ ก็เป็นอย่างที่มหาราชบพิตรอธิบายไปแล้ว


ในแง่ของธรรมก็คือ เรา ต้องใช้ธรรมทั้งหลายแหล่เอาไปชนะกิเลสให้ได้ ขอถวายพระพร "






" อืม.. พระคุณเจ้ากล่าวดีแล้ว "






จบวรรคที่ ๑...


ต่อท้าย #1 4 ก.ค. 2553, 5:43:21


คำถามต่อท้าย


หลังจากอ่านปัญหานี้จบ ท่านทราบหรือยังว่า เพราะเหตุใดจึงต้องศึกษาธรรมต่างๆก่อนที่จะไปปฏิบัติ ?





วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สมัยก่อน ผมมองว่า ธรรมชาติคือ ต้นไม้ สายลม และ ภูเขา ...ประมาณนั้น


หลังจากที่ได้เรียนรู้อะไรมาหลายอย่าง แล้วมานั่งคิดฟุ้งซ้านอยู่พักนึง
ผมก็ให้คำนิยามมันกว้างขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
เดิมที ผมมองว่า รถยนต์ เครื่องมือเครื่องใช้ ตึกรามบ้านช่อง ไม่ใช่ธรรมชาติ

แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

ธรรมชาติ คือ กฎเกณฑ์ อันยิ่งใหญ่และเด็ดขาด ไม่อาจมีสิ่งใดขัดขืนได้แม้แต่นิดเดียว

แม้แต่เรื่องใกล้ตัวง่ายๆ อย่างถ้าไม่กินข้าว ก็จะหิว วิ่งเร็วมากๆก็จะเหนื่อย

แอ๊ปเปิ้ลตกลงสู่พื้น นกบินในอากาศ มีกลางวันและกลางคืน

นี่มันเรื่องธรรมดาทั้งนั้น

เพราะ ธรรมชาติ ก็คือ ความธรรมดา

ธรรมดาหมายถึง เรื่องปกติทั่วไป ที่มันต้องเป็นอย่างนั้น เพราะมันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น เป็นแบบอื่นไปไม่ได้

ไม่มีอะไรมาขัดแย้งมันได้ ไม่มีเหตุผลด้วยว่าทำไม แต่มันเป็นอย่างนั้น มาไม่รู้ตั้งนานเท่าไหร่แล้ว

เหตุผลต่างๆที่คน ยกขึ้นมาอ้าง อย่างเช่น ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง หรือ E=mc squareนั้น

เป็นเหตผลที่ยกขึ้นมา เพื่อสนับสนุน กฎธรรมชาติ ที่มีอยู่แล้วทั้งสิ้น

กฎของธรรมชาตินั้น ซับซ้อนและมากมายเหลือคณานับ

ถ้าหากนำมาเขียนเป็นหนังสือ มันคงจะกองถมทัยทั้งโลกได้สบายๆ

หรือถ้านำมาบรรจุลงคอมพิวเตอร์ เมมโมรี่ทั้งโลกนี้ก็ใส่ได้ไม่หมด

ผมมองว่า กฎ ของธรรมชาตินั้น มีหลายชั้น หลายขึ้น

โดยขั้นพื้นฐาน กำเนิดจากอนุภาคที่เล็กมาก ที่มนุษย์ค้นพบแล้วตั้งชื่อให้มันว่า "อะตอม"

อะตอมประกอบด้วย แกนกลางที่อัดแน่นด้วยอนุภาคเล็ก คือ นิวตรอน และโปรตอนซิ่งมีประจุ บวก

และกลุ่มหมอก อิเล็กตรอน ประจุลบ ที่วิ่งวนรอบแกนกลาง

จำนวนของอิเล็กตรอน และพลังงานของมัน คือตัวกำหนด คุณสมบัติทางเคมี ตามตารางธาตุ

เมื่ออะตอมเล็กๆนี้ ก่อตัวขึ้นเป็น วัตถุต่างๆ วัตถุเหล่านั้น จึงมีคุณสมบัตติต่างกัน

อย่างเหล็กที่มีผิวเรียบมันวาว, หินที่มีความหยาบกระด้าง, กระจกที่ใส, แตกง่าย, ยืดหยุ่น, น้ำที่มีทั้ง 3 สถานะ

ขั้นที่ 2

เมื่อ ธาตุเหล่านี้เริ่มจับตัวกันเป็นกลุ่ม และเกิดปฏิกริยาเคมี แลกเปลี่ยนสะสารกัน ทั้งในกลุ่ม และนอกกลุ่ม

รวมถึง มีการ แบ่งตัวเพิ่มจำนาน ของกลุ่มที่เหมือนกันออกมา

พูดง่ายๆก็คือ มีการกินอาหาร และ ขยายพันธุ์ ของสัตว์เซลล์เดียว เป็นต้นกำเนิดของสิงมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตมีระบบเคมีที่ซับซ้อน ต่างจาก ก้อนแร่แข็งๆ ที่ปฏิกริยาเคมีเกิดขึ้นน้อยมาก

เมื่อสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเล็ก เพิ่มจำนวนขึ้นมากๆเข้า

จนมีสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหลายๆประเภท ที่เกิดจากการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม

พวกมันถ้อยที ถ้อยอาศัยกัน จนวิวัฒนาการทำให้พวกมัน รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ขึ้น

นั่นก็คือ พืช, แมลง, สัตว์น้ำ, สัตว์เลื้อยคลาน, และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

มนุษย์เองก็คืออาณาจักรขนาดใหญ่ ของสัตว์เซลล์เดียว โดยมีสมองเป็นส่วนควบคุมเท่านั้นเอง


และเมื่อสิ่งมีชีวิต มีจำนวนมากเข้าๆ

ก็เริ่มเกิดระบบขึ้นมา เป็นสังคม มีสิตว์กินพืช มีนักล่า มีตัวกินซาก

รังมด รังปลวก เองก็มีระบบอยู่ภายในเช่นกัน และซับซ้อนขึ้น จนเกิดเป็นสังคมมนุษย์

ระบบเหล่านนี้ก็เทียบได้กับ ระบบของสัตว์เซลล์เดียวที่อยู่ภายในตัวพวกเรา

แต่พวกเราอยู่บนโลก เพราะฉะนั้น ระบบของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ได้รวมตัวกันอีกขั้นนึง

กลายเป็สิ่งมีชีวิต ที่ใหญ่กว่า และอายุยืนกว่า นั่นก็คือ

ดาวเคราะห์

และเช่นกัน ดาวเคราะห์ก็มีระบบที่รวมตัวกันอยู่ กลายเป็น โซล่าซิสเต็ม กาเล็กซี่ และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุด อาจจะเป็น เอกภพ ก็เป็นได้


นั่นคือเท่าที่ผมรู้

ธรรมชาติ ช่างกว้างใหญ่

มากกว่า แค่ ต้นไม้ สายลม และ ภูเขา

วัฎจักรของแร่ธาตุ

แร่ คือ ธาตุแท้ หรือสารบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีส่วนประกอบทางเคมีและมีรูปผลึกที่แน่นอน จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณชนิดของแร่ เราสามารถแบ่งแร่ออกเป็น 3 ชนิด คือ แร่โลหะ แร่อโลหะ และแร่เชื้อเพลิง



1) แร่โลหะคือ แร่ที่นำมาถลุงก่อน แล้วจึงนำไปใช้ประโยชน์ แร่โลหะที่สำคัญ ได้แก่


(1) ดีบุก เป็นแร่ที่อยู่ในหินแข็งจำพวกหินแกรนิต มีลักษณะเป็นผลึกแต่อาจเป็นก้อนผิวเป็น เส้นๆ คล้ายไม้ ถ้าบริสุทธิ์จะมีสีคล้ายน้ำผึ้ง ถ้าไม่บริสุทธิ์จะมีสีน้ำตาลหรือดำ นิยมนำมาทำโลหะผสม ทำภาชนะจำพวกปีบ กระป๋อง นำมาใช้เคลือบหรือชุบแผ่นเหล็ก ทำโลหะบัดกรี ทำเป็นแผ่นสำหรับห่ออาหาร บุหรี่


(2) วุลแฟรม มีลักษณะเป็นแผ่นหรือแท่งมีสีน้ำตาลแก่หรือดำ เมื่อถลุงแล้วเรียกว่า “ทังสเตน”มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดีจึงนิยมนำมาทำไส้หลอดไฟฟ้า ทำเครื่องเจาะ ตัดและกลึงโลหะ


(3) เหล็ก มีสีน้ำตาลปนแดงหรือสีดำ มีความมันวาวแบบโลหะ เป็นแร่ที่มีความสำคัญมากที่สุด นิยมใช้ในการก่อสร้าง ทำเครื่องมือ เครื่องจักรกลต่างๆ และอาวุธ


(4) ตะกั่ว มีลักษณะเป็นเกล็ด เม็ด บางทีเป็นผลึกรูปลูกเต๋า มีสีเทาแก่ออกดำ นิยมนำมาทำลูกกระสุนปืน ทำตัวพิมพ์ ทำโลหะบัดกรี แบตเตอรี่รถยนต์ เป็นต้น


(5) ทองแดง มีลักษณะเป็นของแข็งสีแดง เนื้ออ่อนบุให้เป็นแผ่นยางและรีดเป็นเส้นลวดได้ง่ายเราใช้ทองแดงมากเป็นอันดับสองรองจากเหล็ก โดยใช้ทำอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องมือเครื่องใช้ ต่างๆ


2) แร่อโลหะ คือ แร่ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องถลุงแร่อโลหะที่สำคัญได้แก่


(1) ยิปซัม เป็นแร่ที่เกิดขึ้นเป็นชั้นหนา ลักษณะคล้ายหินปูน มีสีขาว ใช้ทำปูนซีเมนต์ ปูนปลาสเตอร์ ชอล์ก


(2) เกลือแกง มี 2 ชนิด คือเกลือสินเธาว์ หรือเกลือหิน ซึ่งเป็นเกลือที่ได้จากดินเค็มและเกลือสมุทรซึ่งได้จากน้ำทะเล


(3) แร่รัตนชาติ ได้แก่ พวกพลอยต่างๆ ส่วนมากจะพบในลานดินที่เกิดจากการผุพังของหินบะซอลต์



แร่เชื้อเพลิง คือ แร่ที่ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง แร่เชื้อเพลิงที่สำคัญ ได้แก่ ลิกไนต์ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ



ประโยชน์ของแร่่


1) ใช้ในกิจการอุตสาหกรรม


2) ใช้ทำเครื่องใช้ เครื่องประดับต่างๆ


3) ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน 4) ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนและพลังงานตลอดจนนำมาสร้างเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ



แนวทางการอนุรักษ์แรj


1) ขุดแร่มาใช้เมื่อมีโอกาสเหมาะสม


2) หาวิธีใช้แร่ให้มีประสิทธิภาพและได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด


3) ใช้แร่อย่างประหยัด


4) ใช้วัสดุหรือสิ่งอื่นแทนสิ่งที่จะต้องทำจากแร่ธาตุ


5) นำทรัพยากรแร่กลับมาใช้ใหม่ เช่น นำเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม เอามาหลอมใช้ใหม่ เป็นต้น



ทรัพยากรแร่ธาตุในท้องถิ่นต่างๆ



ภาคเหนือ มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ แร่ธาตุที่สำคัญ คือ


- ถ่านหินลิกไนต์ พบที่ อ. แม่เมาะ จ.ลำปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน


- น้ำมันปิโตรเลียม พบที่ อ.ฝาง จ. เชียงใหม่


- หินน้ำมัน พบที่ อ.ลี้ จ.ลำพูน


-ดินขาว พบที่ อ. แจ้ห่ม จ. ลำปาง


- ฟลูออไรต์ พบที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน


- ดีบุก พบที่ จ. แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง



ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแร่ธาตุ ไม่มากนัก แร่ธาตุที่สำคัญ คือ


- แบไรต์ พบที่ จ.เลย อุดรธานี


- เกลือหิน พบที่ จ. นครราชสีมา


- ก๊าซธรรมชาติ พบที่ จ. ขอนแก่น

ภาคกลาง มีแร่ธาตุไม่มากนัก แร่ธาตุที่สำคัญ คือ


- ยิปซัม พบที่ จ. นครสวรรค์ พิจิตร


- น้ำมันปิโตรเลียม พบที่ จ. กำแพงเพชร


- ดีบุก พบที่ จ. สุโขทัย


- เหล็ก พบที่ จ. ลพบุรี

ภาคตะวันออก แร่ธาตุที่มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ


- รัตนชาติ พบที่ จ.จันทบุรี ตราด


- ทรายแก้ว พบที่ จ. ระยอง


- แร่เหล็ก พบที่ จ. ระยอง ชลบุรี



ภาคตะวันตก แร่ธาตุที่สำคัญคือ


- สังกะสี พบที่ จ.ตาก


- เหล็ก พบที่ จ.กาญจนบุรี


- รัตนชาติ พบที่ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี


- หินน้ำมัน พบที่ จ.ตาก


- ดีบุก พบที่ จ.กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์

ภาคใต้ มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ แร่ธาตุที่สำคัญคือ


- ดีบุก พบที่ จ.พังงา ภูเก็ต ระนอง


- ยิปซัม พบที่ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช


- ทรายแก้ว พบที่ จ.สงขลา


- แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ พบที่อ่าวไทยบริเวณนอกชายฝั่ง จ.สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช

การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

ปัจจุบันสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ มีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการดังนี้

- แผ่นดินไหว - การสร้างที่อยู่อาศัย

- การทรุดตัวของแผ่นดิน - การสร้างเขื่อน

- น้ำกัดเซาะตลิ่ง - การนำเทคโนโลยีทันส

- อื่น

ผลจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

มนุษย์ได้มีบทบาทในการทำให้สภาพแวดล้อมเสียไป ทั้งโดยความจงใจและ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากกิจกรรมของมนุษย์ และจากการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้อย่างไม่คำนึงถึงผลเสียที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามมามากมาย ดังนี้

1. มลพิษทางอากาศ หรืออากาศเป็นพิษ ซึ่งเกิดจากการที่ในอากาศมีปริมาณของออกซิเจนน้อย แต่มีส่วนผสมของฝุ่นละอองและสารอื่นๆ ปะปนอยู่มาก ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายของคนเรา

2. มลพิษทางน้ำ หรือน้ำเสียส่วนใหญ่ เกิดจากการทิ้งสารพิษลงในแหล่งน้ำ เช่น ขยะ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ทำให้น้ำเน่าเสีย นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค สัตว์น้ำไม่มีที่อยู่อาศัย

3. ปัญหาเกี่ยวกับดิน มีหลายประการได้แก่ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เพราะการใช้ดินที่ผิดประเภท ดินเน่าเสียเพราะการทิ้งขยะและสารเคมี ดินจืดเพราะขาดปุ๋ย เนื่องจากการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำๆ ในพื้นที่เดิมการแก้ปัญหาและส่งเสริมสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นแนวทางการแก้ปัญหาและส่งเสริมสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1) สร้างความตระหนัก ความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาสภาพแวดล้อมแก่ประชาชนและบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น
2) ให้คนในท้องถิ่นหรือในชุมชนร่วมกันกำหนดมาตรการ แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมทั้งการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง
3) ปลุกจิตสำนึกของคนในท้องถิ่นให้มีความรู้สึกรัก และภาคภูมิใจในท้องถิ่ของตนเอง เพื่อจะได้ช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น
4) ร่วมกันฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น เช่น โครงการปลูกป่า ทดแทน โครงการปลูกป่าชายเลน
แร่ธาตุ
แร่ธาตุ เป็นทรัพยากรธรรมชาตที่สำคัญที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต เช่น การใช้ก๊าซในครัวเรือน การใช้น้ำมันกับยานพาหนะและจะเห็นว่าปัจจุบันน้ำมันปิโตรเลียม มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจของโลก เป็นต้นทรัพยากรแร่ธาตุแบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ1. แร่โลหะ เป็นแร่ที่มีความวาว โดยสามารถทำเป็นแผ่นบาง ๆ หรือดึงเป็นเส้นยาวได้ และเป็นสื่อความร้อนได้ดี แร่โลหะที่สำคัญ ได้แก่

ดีบุก ใช้ทำแผ่นดีบุกสำหรับห่ออาหาร และผลิตภัณฑ์กันชื้น หรือใช้เคลือบโลหะกับสนิมโลหะผสมหล่อตัวพิมพ์ หลอดบรรจุของเหลว ซึ่งพบมากบริเวณเทือกเขาด้านตะวันตกของประเทศตลอดแนวเหนือถึงใต้ ผลิตได้มากที่จังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง ตรัง สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และราชบุรี ประเทศไทยสามารถผลิตแร่ดีบุกได้มากเป็นอันดับสามของโลก รองจากประเทศมาเลเซีย และโบลิเวีย


แมงกานีส ใช้ประโยชน์ในการทำแบตเตอรี อุตสาหกรรมเคมีและถลุงเหล็ก แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลำพูน ลงขลา ยะลา เชียงใหม่ เลย ชลบุรี กาญจนบุรี และปัตตานี แร่ที่ผลิตได้ส่งไปขายยังฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย และใต้หวัน


วุลแฟรม นำมาใช้ทำโลหะผสมที่แข็งกว่าเหล็กกล้า และไม่เป็นสนิม ใช้เป็นเครื่องมือเจาะเหล็ก และโลหะอื่นได้ทุกชนิด ทำเกราะเรือรบ รถถัง กระสุนเจาะเกราะ ไส้หลอดวิทยุ เป็นต้น แหล่งผลิตส่วนมากมักพบอยู่รวมกับแร่ดีบุก ปัจจุบันมีการทำเหมืองที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสงขลา และยะลา เมื่อผลิตได้ส่งไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมณี และญีปุ่น


พลวง นำมาใช้ทำโลหะผสมในอุตสาหกรรมทำสีทาบ้าน ตัวพิมพ์ และการบัดกรีโลหะ แหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี ลพบุรี เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน ตาก และแพร่ เมื่อผลิตแล้วนำขายต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม


เยอรมนี ญี่ปุ่น และไต้หวัน


เหล็ก เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ทั้งอุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมหนัก แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช สระบุรี และยังมีแหล่งแร่เหล็กที่ยังไม่ได้เปิดเหมืองแร่เหล็ก คือที่จังหวัดเลย ฉะเชิงเทรา และแพร่ตะกั่ว ใช้ประโยชน์ในการทำลูกปืน ทำแผ่นกรีตแบตเตอรี สารประกอบของตะกั่วใช้ทาสีแก้ว โลหะผสม แหล่งผลิตที่สำคัญคือจังหวัดกาญจนบุรี และเชียงใหม่


สังกะสี ใช้เคลือบแผ่นเหล็กกันสนิม ได้แก่ การเคลือบแผ่นเหล็กมุงหลังคาที่เรียกว่าสังกะสี แหล่งผลิตสำคัญได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แพร่ ลำปาง และตาก


การหมุนเวียนของแร่ธาตุ


ในระบบนิเวศนั้น ปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ก็คือการหมุนเวียนของแร่ธาตุเป็นวัฏจักรจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่สิ่งแวดล้อมอีก เป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ ไป วัฏจักรของแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบแก่นสารของสิ่งมีชีวิต เช่น


1.วัฏจักรของคาร์บอน คาร์บอนซึ่งอยู่ในบรรยากาศ มีโอกาสหมุนเวียนเข้าสู่สิ่งมีชีวิตได้ โดยการสังเคราะห์แสงของผู้ผลิตในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง บางส่วนจะถูกสลายโดยผู้สลายทำให้คาร์บอนมีโอกาส ถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนซากที่ไม่ถูกสลายเมื่อทับถมกันเป็นเวลานานก็จะกลายไปอยู่ในรูปของถ่านหิน น้ำมัน เป็นต้น แม้ว่าพืชบกจะมีบทบาทสำคัญในการตรึงคาร์บอนเอาไว้ในรูปของสารอินทรีย์ก็ตาม แหล่งควบคุมใหญ่ของปริมาณคาร์บอนก็ยังคงเป็นทะเลและมหาสมุทร


2.วัฏจักรของไนโตรเจน วัฏจักรของไนโตรเจนมีความซับซ้อนมาก แม้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนอยู่ถึง 79% แต่มีสิ่งมีชีวิตเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ที่สามารถใช้ได้โดยตรงในรูปของก๊าซ


3.วัฏจักรออกซิเจน การหมุนเวียนของออกซิเจนระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ต้อง อาศัยขบวนการหายใจและการสังเคราะห์แสงร่วมกันความสมดุลของออกซิเจนในวัฏจักรจึงขึ้นอยู่กับขบวนการทั้งสองนี้เป็นสำคัญ


4.วัฏจักรกำมะถัน


5.วัฏจักรฟอสฟอรัส


6.วัฏจักรของน้ำ น้ำเป็นตัวอย่างของขบวนการต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิตรวมทั้งเป็นแหล่งให้ไฮโดรเจนที่สำคัญ น้ำที่ปรากฏในโลกจะอยู่ในสภาพและแหล่งต่าง ๆ กัน ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำในดินน้ำในอากาศในรูปของไอน้ำและน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลก ในจำนวนนี้มีการหมุนเวียนเป็นวัฏจักรโดยส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างผิวโลก และบรรยากาศโดยการระเหยและการกลั่นตัวตกกลับสู่ผิวโลก


วัฏจักรคาร์บอน (The Carbon Cycle) การหมุนเวียนของคาร์บอนในระบบนิเวศ นับว่ามีความสำคัญสูงสิ่งมีชีวิต เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด จะต้องมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ คาร์บอนที่อยู่ในชั้นบรรยากาศจะอยู่ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 0.003 ของอากาศ ทั้งหมด ซึ่งเป็นก๊าซอิสระ (Free gas)
คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้มาจาก 2 กระบวนการ คือ
1) กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชทั้งในทะเลและบนบก
2) การดูดซับโดย ทะเล มหาสมุทร
คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ เมื่อถูกพืชใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงโดยพืชจะทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็นแป้งและน้ำตาล และ ส่งผ่านธาตุอาหารเข้าสู่ระบบนิเวศตามห่วงโซ่อาหาร สัตว์เมื่อรับธาตุอาหารก็จะเผาผลาญอาหารและคืนคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศในรูปของ กระบวนการหายใจ (respiration)


นอกจากการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล (fossil energy) เช่น การขนส่ง และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศแล้ว ในกระบวนการระเบิดของภูเขาไฟ (volcano process) ก็ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศเช่นกัน โดยปกติแล้ว วัฏจักรคาร์บอน กระบวนการเก็บธาตุคาร์บอนไปสู่แหล่งธาตุเก็บกัก (Storage pool) จะมีน้อยกว่าการแพร่ธาตุคาร์บอนไปสู่แหล่งพร้อมสู่ กระบวนการ (active pool) อยู่แล้ว ทำให้เกิดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้นในชั้นบรรยากาศ ประกอบกับหลังการปฏิวัติ อุตสาหกรรม มนุษยชาติได้ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น และลดพื้นที่ป่าไม้ลง จึงทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ อันทำให้เกิด ปัญหาฝนกรด (acid rain) และปัญหาปฏิกิริยาเรือนกระจก (greenhouse effect) ขึ้นในโลก
ไนโตรเจนเป็นแก๊สที่พบมากในบรรยากาศของโลกประมาณ 78% และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวโมเลกุล เช่น โปรตีน พอร์ฟีริน กรดนิวคลีอิก การหมุนเวียนของไนโตรเจนในบรรยากาศ และสิ่งมีชีวิตในวัฏจักรไนโตรเจนมีความสำคัญเนื่องจากเป็นกระบวนการ ที่เปลี่ยนแปลงโมเลกุลของไนโตรเจนไปเป็นโมเลกุลอื่นที่เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ สามารถนำโมเลกุลเหล่านั้นนำไปใช้ได้ ทำไมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลได้ เนื่องจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รีดักชัน นั่นเอง แสดงดังสมการ


เราจะพบว่าในสมการที่เกิดขึ้นมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของ ไนโตรเจนที่ปรากฏในวัฏจักรไนโตรเจนโดยปกติ ไนโตรเจนจะเป็นโมเลกุลที่ยึดกันด้วยพันธะสาม จึงทำให้ไนโตรเจนไม่ทำปฏิกิริยาง่ายๆ กับโมเลกุลอื่น แต่ทำไมในสิ่งมีชีวิตจึงสามารถนำไนโตรเจนไปใช้ได้ ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับอะไร บ้างเราจะมารู้กัน แต่ก่อนอื่นเราจะมาสังเกตดูว่าในวัฏจักรไนโตรเจนมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง แสดงดังรูปที่1

วัฏจักรไนโตรเจน


กระบวนการที่สำคัญในวัฏจักรไนโตรเจน


1. fertilizer สารอาหารที่ เติมลงไปในดินเพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช


2. volatilization แอมโมเนีย หรือ ยูเรีย สามารถเปลี่ยนไปเป็นแอมโมเนียซึ่งเป็นแก๊สที่ปลดปล่อยไปในอากาศ


3. animal wastes สิ่งปฏิกูลที่มาจากสัตว์ซึ่งเติมลงไปในดิน และเพิ่มสารอาหารให้แก่ผลผลิต


4. organic matter ซากพืชซากสัตว์ ที่อยู่ในดิน


5. immobilization ธาตุอนินทรีย์ เช่น ไนโตรเจน หรือ ฟอสฟอรัส ถูกใช้โดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและเปลี่ยนไปเป็นสารอินทรีย์


6. nitrification แอมโมเนียถูกเปลี่ยนไปเป็นไนเตรต โดยแบคทีเรียในดิน


7. biological fixation หรือ nitrogen fixation พืชตระกูลถั่ว สามารถตรึงไนโตรเจนเนื่องจากมีแบคทีเรีย อาศัยอยู่ในปมรากถั่ว แบคทีเรียได้รับอาหารในรูปคาร์โบไฮเดรตจากพืช ในทางกลับกัน แบคทีเรียใช้ไนโตรเจน เปลี่ยนไปให้อยู่ในรูปสารอินทรีย์ ซึ่งพืชสามารถใช้ได้


8. mineralization การปล่อยสารอาหารอย่างช้าๆ จากสิ่งมีชีวิต


9. denitrification ไนเตรต ถูกเปลี่ยนไปในรูปแก๊สไนโตรเจน , ไนตรัสออกไซด์ , ไนตริกออกไซด์โดยแบคทีเรียในดิน เมื่อดินเปียก


10. crop uptake and removal การสูญหายของสารอาหารจากระบบเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจากพื้นที่เพาะปลูก




nitrification เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน จากแอมโมเนียที่ถูกใช้โดยแบคทีเรียไปเป็น ไนไตรท์ (NO2-) หรือไนเตรต (NO3-) พืชและแบคทีเรียสามารถกำจัดทั้งสองตัวได้โดย เอนไซม์ไนไตรท์ หรือ ไนเตรต รีดักเตส แอมโมเนียจะเปลี่ยนรูปไปเป็นกรดอะมิโนโดยพืชนั่นเอง สัตว์ก็จะกินพืชเพื่อเป็นแหล่งของโปรตีน เมื่อสิ่งมีชีวิตตายโปรตีนเหล่านั้นก็จะกลับมาเป็นแอมโมเนียในดิน การเกิดสมดุลระหว่าง การตรึงไนโตรเจนและไนโตรเจนในบรรยากาศโดยแบคทีเรียซึ่งเปลี่ยน nitrate ไปเป็น nitrogen ภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจนของแบคทีเรีย ซึ่งเรียกว่า กระบวนการ denitrification


โมเลกุลที่เกิดขึ้นในวัฏจักรไนโตรเจน


1.N2


ไนโตรเจนที่อยู่ในรูปแก๊ส
2.NH3


แอมโมเนียที่อยู่ในรูปแก๊สเกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น สิ่งปฏิกูล หรือบริเวณผิวหน้าของปุ๋ย


3.N0


ไนตริกออกไซด์พบอยู่ในบรรยากาศซึ่งได้มาจากกระบวนการ denitrification ท่อไอเสีย และ กระบวนการอุตสาหกรรม

4.NH4+


แอมโมเนียมไออน อยู่ในดินสามารถดูดซึมโดยพืช แอมโมเนียมไอออนส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปเป็นไนเตรต


5.N20


ไนตรัสออกไซด์ อยู่ในรูปของแก๊สพบอยู่ในบรรยากาศ ซึ่งได้มาจากกระบวนการ denitrification ท่อไอเสีย และกระบวนการอุตสาหกรรม


6.NO3-


ไนเตรต ไม่ได้อยู่ในดิน แต่สามารถถูกดูดซึมได้ด้วยพืช หรือ ย้ายจากดินไปในส่วนของราก


หน้าที่ของไนโตรเจน


สารประกอบไนโตรเจนที่พบในเนื้อเยื่อของพืชมีทั้งที่เพิ่งดูดเข้าไปและยังไม่เปลี่ยนแปลงกับอินทรียสารซึ่งมีการสังเคราะห์ขึ้นใหม่จากไนเตรท แอมโมเนียและยูเรียที่พืชดูดได้ อินทรียสารที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอาจแบ่งได้เป็น 6 กลุ่ม คือ


1. โปรตีน (proteins) ประกอบด้วยกรดอะมิโน (amino acids) ชนิดต่าง ๆ ต่อเรียงกันอย่างมีแบบแผน ตั้งแต่ 50 ถึง 100 หน่วย โดยกรดอะมิโนเหล่านั้นเชื่อมกันด้วยพันธะเพปไทด์ (peptide bond) โปรตีนมีหน้าที่สำคัญมากในเซลล์โดยเป็นองค์ประกอบในโครงสร้างของ


(ก) ไซโทพลาซึม


(ข) เยื่อ (เป็นทั้งโครงสร้างและพาหะในการเคลื่อนย้ายสารผ่านเยื่อ


(ค) เอนไซม์ ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาชีวเคมีจึงมีบทบาทเกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมอย่างกว้างขวาง


2. กรดอะมิโน มีไนโตรเจนอยู่ที่หมู่อะมิโน (amino group) กรดอะมิโนเป็นหน่วยในโครงสร้าง (building blocks) ของโปรตีน โดยต่อเรียงกันอย่างมีแบบแผน นอกเหนือจากกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างของโปรตีนแล้ว ยังมีอีกมากที่อยู่อย่างอิสระในเซลล์ สัดส่วนของกรดอะมิโนแต่ละอย่าง กรดอะมิโนอิสระกับกรดอะมิโนในโครงสร้างของสารต่าง ๆ เป็นลักษณะเฉพาะของพืชแต่ละชนิด


3. ฮอร์โมนพืช ฮอร์โมนที่พืชสังเคราะห์ขึ้นเองและมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ คือ ออกซิน (auxins) กับไซโทไคนิน (cytokinins) กรดอินโดลแอซิติก (indole-3-acetic acid, IAA) เป็นออกซินที่พืชสังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโนชื่อทริปโตเฟน (tryptophane) บทบาทที่สำคัญของ IAA ต่อการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ กระตุ้นการแบ่งเซลล์ เร่งการขยายขนาดเซลล์ ควบคุมการแตกราก ยับยั้งการเจริญของตาข้าง ป้องกันการร่วงของใบ กิ่งและผล ไซโทไคนินเป็นฮอร์โมนพืชที่ส่งเสริมการแบ่งเซลล์ การขยายขนาดเซลล์ ส่งเสริมการสร้างและการเจริญของตา ช่วยในการงอกของเมล็ด ส่งเสริมการสร้างโปรตีน ชลอความเสื่อมตามอายุ (senescence) ซึ่งองค์ประกอบทางเคมี คือ 6-(4-hydroxy-3-methyl-trans-2-butenylamido) Purine สำหรับไซโทไคนินที่พบในพืชต่าง ๆ ล้วนเป็นอนุพันธ์ของ isopentenyl adenine


สูตรโครงสร้างของ auxins


สูตรโครงสร้างของ cytokinins


4. กรดนิวคลิอิก (nucleic acids) มีอยู่ 2 ชนิด คือ ribo nucleic acid (RNA) ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน และ deoxyribo nucleic acids (DNA) ทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลทางพันธุกรรม

สูตรโครงสร้างของ DNA และ RNA


5. สารประกอบไนโตรเจนอื่น ๆ เช่น อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (adenosine triphosphate, ATP) โคเอนไซม์ (Co-enzymes) เช่น NAD (nicotinamide adenine dinucleotide) และ NADP (nicotinamide adenine dinucleotide phosphate)


6. สารประกอบไนโตรเจนที่พืชสะสมไว้ (reserves) หรือทำหน้าที่ป้องกัน (protective compounds) เช่น แอลคาลอยด์ (alkaloids) ตัวอย่างของแอลคาลอยด์ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือ นิโคติน (nicotine) จากใบยาสูบ และมอร์ฟีน (morphine) จากฝิ่น


สูตรโครงสร้างของ nicotine


สูตรโครงสร้างของ morphine


วัฏจักรฟอสฟอรัส (Phosphorus cycle) มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมากฟอสเฟตเป็นส่วนประกอบกรดนิวคลีอิก สารพลังงานสูง สารประกอบฟอสเฟตของโปรตีน(Phosphoprotein) สารประกอบฟอสเฟตของลิบีด (Phospholipid) นอกจากนี้แคลเซี่ยมฟอสเฟต


เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ของกระดูกและฟัน ปุ๋ยฟอสเฟตเป็นปุ๋ยที่สำคัญและมีความจำเป็นใน

การเจริญเติบโตของพืชเป็นอย่างมาก การหมุนเวียนของฟอสเฟตเกิดขึ้นโดยที่ฟอสเฟตที่ละลายน้ำ

ได้ จะถูกพืชนำไปใช้และสร้างเป็นโปรโตปลาสซึมในพืช เมื่อสัตว์กินพืช ฟอสเฟตก็ถูกถ่ายทอด


จากพืชเข้าสู่สัตว์ เมื่อพืชและสัตว์ตาย แบคทีเรียจะสลายสารประกอบฟอสเฟตในพืชและสัตว์ให้


เป็นสารฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้อีก ฟอสเฟตบางส่วนจะถูกเปลี่ยนไปเป็นหินฟอสเฟต ซึ่งจะถูกกัด

เซาะและสลายตัวออกมาเป็นฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้อีก
แสดงวัฎจักรของฟอสฟอรัส


วัฏจักรซัลเฟอร์ (The sulphur cycle) ซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบของโปรตีนบางชนิดในสิ่งมีชีวิต ซัลเฟอร์สามารถมีวัฏจักรหมุนเวียนได้ทั้งวัฏจักร ของก๊าซ (gaseous cycle) และวัฏจักรของตะกอน (sedimentary cycle) แหล่งซัลเฟอร์ที่กว้างใหญ่ คือ เปลือกโลกในรูปของแร่ธาตุ เช่น ไฟไรต์ (Pyrite : iron II sulphide) ยิปซั่ม (calcium sulphate)


เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง ตะกอนที่ทับถม มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบหนึ่ง เช่น ซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของถ่านหิน น้ำมัน เมื่อเกิดการเผา ไหม้ ก็จะเกิดการกระจายของซัลเฟอร์ออกสู่บรรยากาศ ซัลเฟอร์ออกไซด์ ก็มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งลำเลียงซัลเฟอร์เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารต่อไป อนึ่งซัลเฟอร์เมื่อรวมตัวกับฝน ทำให้ฝนมีฤทธิ์เป็นกรด (acid rain) เกิดการชะล้างสลายตัวสู่ดิน และสู่ทะเลในรูปตะกอน เป็นวัฏจักรในที่สุด แหล่งของ ซัลเฟอร์โดยธรรมชาติอีกแหล่งหนึ่ง คือ จากการระเบิดของภูเขาไฟ จะทำให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้เช่นกัน